Not cache

ทำไม สเตเฟ่น เคอร์รี่ จึงเลือกเซ็นสัญญา 10 ปีกับ Li-Ning และวางอนาคต Curry Brand

02 มิ.ย. 2026
ยอดการรับชม :
0
ทำไม สเตเฟ่น เคอร์รี่ จึงเลือกเซ็นสัญญา 10 ปีกับ Li-Ning และวางอนาคต Curry Brand

สเตเฟ่น เคอร์รี่ ตัดสินใจครั้งสำคัญในเส้นทางอาชีพและธุรกิจของเขา เมื่อแยกทางกับ Under Armour หลังร่วมงานกันมายาวนานกว่า 12 ปี และหันไปจับมือกับ Li-Ning แบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่จากจีน ซึ่งไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ แต่ยังเป็นการวางรากฐานใหม่ให้กับ Curry Brand ในระยะยาว หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาเคยเริ่มต้นกับ Nike ตั้งแต่เข้าสู่ NBA ในปี 2009 ก่อนย้ายมาสร้างอิทธิพลอย่างมหาศาลกับ Under Armour จนกลายเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ช่วยยกระดับแบรนด์ได้อย่างแท้จริง

ตามรายงานระบุว่า ดีลใหม่กับ Li-Ning มีระยะเวลายาวถึง 10 ปี และครอบคลุมทั้งรองเท้าบาสเกตบอล เสื้อผ้ากีฬาแนวลำลอง รวมถึงอุปกรณ์กอล์ฟแบบครบวงจร จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ เคอร์รี่ไม่ได้เป็นเพียงพรีเซนเตอร์สินค้าอีกต่อไป แต่ยังมีสิทธิ์ดึงนักกีฬาคนอื่นเข้ามาอยู่ภายใต้ Curry Brand ได้ด้วยตัวเอง ทำให้บทบาทของเขาใกล้เคียงกับเจ้าของแบรนด์ ผู้บริหาร และผู้สร้างระบบธุรกิจมากกว่าการเป็นแค่ใบหน้าของแคมเปญการตลาด ขณะเดียวกัน เคอร์รี่ยังมองภาพใหญ่ในระดับโลก โดยเฉพาะตลาดเอเชียที่นักบาส NBA มีอิทธิพลสูงมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นโคบี้ ไบรอันท์ เลอบรอน เจมส์ หรือสเตฟอน มาร์บิวรี่ ซึ่งล้วนพิสูจน์แล้วว่าการขยายแบรนด์ไปสู่ภูมิภาคนี้สามารถสร้างมูลค่าได้มหาศาล

อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Li-Ning กลายเป็นคำตอบของเคอร์รี่ คือโอกาสในการสร้างอาณาจักรของตัวเองโดยไม่ต้องแบ่งพื้นที่กับซูเปอร์สตาร์คนอื่นเหมือนแบรนด์คู่แข่ง เมื่อเทียบกับ Nike หรือ Adidas ที่มีนักกีฬาระดับท็อปหลายคนอยู่ในระบบเดียวกัน Li-Ning เปิดทางให้ Curry Brand กลายเป็นชื่อที่โดดเด่นที่สุดของแบรนด์ได้ทันที และเมื่อยุค NIL เปิดโอกาสให้แบรนด์เข้าถึงนักกีฬารุ่นใหม่ได้เร็วขึ้น ทั้งในระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย รวมถึงอาจต่อยอดไปสู่ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในอนาคต ดีลนี้จึงถูกมองไกลกว่าช่วงเวลาที่ยังเล่นบาสอาชีพ เพราะนี่คือการสร้างอนาคตหลังแขวนรองเท้าตั้งแต่วันนี้ และหากมองแรงบันดาลใจเบื้องหลังทั้งหมด ภาพที่ชัดที่สุดคือ Jordan Brand ที่เติบโตจนกลายเป็นอาณาจักรมูลค่ามหาศาล เคอร์รี่ไม่ได้พยายามหา Nike คนที่สอง แต่กำลังสร้าง Curry Brand ให้เป็นเวอร์ชันของตัวเองในระดับเดียวกับแบรนด์ในตำนานเหล่านั้น